thailandranks.com

6 เคล็ดลับ ประคับประคองชีวิตคู่

26.04.2012 (3:01 am) – Filed under: Health ::

การที่คู่รักสักคู่หนึ่งจะ รักกันจนแก่เฒ่าได้นั้น ความรักอย่างเดียวอาจไม่สามารถประคับประคองไปได้ตลอดรอดฝั่งเสมอไป เพราะความรักจะยั่งยืนได้เมื่อคนสองคนพยายามที่จะปรับตัวเข้าหากัน เชื่อและไว้วางใจในกันและกัน รวมถึงดูแลเอาใจใส่กันและกันอยู่เสมอด้วย ดังนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำเอาเคล็ดลับดี ๆ เพื่อให้ชีวิตคู่ของคุณยืนยาวมาฝากกันค่ะ หากอยากรู้ว่ามีอะไรกันบ้าง ก็ลองมาอ่านกันดูเลย

1. เปิดอกพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง

หากพวกคุณสามารถพูดคุยกันได้ในทุกเรื่องแล้ว ก็จะทำให้เกิดความไว้ใจกันมากขึ้น เพราะสามารถปรึกษากันได้ทุกเรื่องโดยไม่จำเป็นต้องปกปิดอะไรกันอีก ฉะนั้น หากคุณคิดว่าตอนนี้ตัวเองยังเป็นคนที่เข้าใจและพร้อมจะรับฟังคนรักได้ไม่ดีพอนัก ก็ลองพยายามเปิดใจให้มากขึ้น อาจจะช่วยให้ความรักของคุณราบรื่นขึ้นนะคะ

2. สร้างเสียงหัวเราะในทุก ๆ วัน

ความเครียดที่เพิ่มขึ้นตามภาระต่าง ๆ หลังแต่งงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือลูก ๆ อาจทำให้รอยยิ้มของสามีภรรยาหลาย ๆ คู่ลดลง ดังนั้น ควรหาเรื่องให้ได้หัวเราะกันเล็ก ๆ น้อย ๆ แก้เครียดกันบ้าง เช่น ชักชวนกันดูหนังตลกสักเรื่อง พูดคุยถึงเรื่องขำ ๆ ในแต่ละวันที่พบเจอ หรือหยอกล้อกันบ้างก็ได้ เพราะจะทำให้บรรยากาศตึงเครียดในบ้านลดลง และทำให้คุณได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นอีกด้วย

3. ให้เกียรติกันและกัน

หากคุณรักเขาจริง ๆ ก็ควรให้เกียรติเขาบ้าง อย่าได้ฉีกหน้าเขาด้วยการต่อว่าต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้เขาขายหน้าแล้ว ยังเป็นการทำร้ายชีวิตคู่ของตัวเองอีกด้วย เพราะคงไม่มีผู้ชายคนไหน ชอบผู้หญิงที่ทำอะไรไม่ไว้หน้าคนรักหรอก นอกจากนี้ ก็ควรจำไว้ให้ดีว่า เขาจะให้เกียรติคุณก็ต่อเมื่อคุณให้เกียรติเขาเท่านั้นแหละค่ะ

4. อย่าทำให้ปัญหาเล็ก ๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่

เวลามีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณไม่พอใจ ก็อย่าเก็บเอาไว้ พูดคุยกันให้เข้าใจเลยดีกว่า อย่างน้อยคุณจะได้มีโอกาสฟังเหตุผลของเขาบ้าง และจะได้ไม่ต้องเก็บความรู้สึกอึดอัดคาใจไว้คนเดียวด้วย นอกจากนี้ หากคุณเก็บปัญหาพวกนี้เอาไว้เรื่อย ๆ จนทนไม่ไหว เวลาที่คุณโมโหและระบายออกมาทีเดียวจะทำให้กลายเป็นว่าคุณขุดเรื่องเก่าขึ้น มาพูดเปล่า ๆ และปัญหาเล็กน้อยเหล่านี้ก็จะกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตคู่ของคุณในที่สุด

5. ทำให้เขาเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของคุณ

เป็นตัวของตัวเองในเวลาที่อยู่กับเขา เหมือนที่คุณกล้าทำเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนสนิทของคุณ และชวนเขาทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกันบ้าง เช่น ออกไปดูหนัง หรือไปปีนเขาด้วยกันดู จะช่วยให้คุณทั้งคู่รู้สึกเป็นกันเองมากขึ้น ไม่รู้สึกกดดันอีก แถมทำให้ชีวิตคู่ของคุณผ่อนคลายมากขึ้นตามไปด้วย

6. แสดงความรักกันบ่อย ๆ

อย่าละเลยการแสดงความรักเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กันและกันในทุกวัน หากคุณห่างหายจากการแสดงความรักต่อกันนาน ๆ อาจส่งผลให้ความรักจืดจางจนเขาต้องไปมองหาความรักจากคนอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องแสดงออกมากจนหวานเลี่ยน แค่หอมแก้มกันเบา ๆ ก่อนไปทำงาน หรือส่งข้อความบอกรักกันบ้าง เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้คุณทั้งคู่ยิ้มได้ทั้งวันแล้ว

จำไว้ว่าถ้าหากต้องการให้ชีวิตคู่ของคุณมั่นคงล่ะก็ คุณต้องเป็นผู้ใหญ่พอที่จะเห็นคุณค่าของความรัก จนสามารถมองข้ามความผิดพลาดต่าง ๆ ที่เข้ามาได้ เพราะไม่มีคู่ไหนหรอก ที่ไม่เคยมีปัญหากันเลย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมองและวิธีจัดการกับปัญหาของคุณเท่านั้นแหละ

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

เคล็ดลับการใช้สเปรย์ฉีดผมอย่างถูกวิธี

26.04.2012 (2:59 am) – Filed under: Health ::

Q : ฉันมีความจำเป็นต้องใช้สเปรย์ฉีดผมเป็นประจำ แต่ไม่แน่ใจตัวเองว่าฉีดสเปรย์ได้ถูกวิธีหรือเปล่า มีคำแนะนำบ้างมั้ยคะ?

A : สาว ๆ ส่วนใหญ่มักจะฉีดสเปรย์ผิดวิธี คือฉีดจนชิดกับโคนผมจนเกินไป จริง ๆ แล้ว คุณควรถือกระป๋องสเปรย์ให้อยู่ห่างจากศีรษะประมาณ 12-14 นิ้ว ถือกระป๋องให้มั่นคงแล้วส่ายไปทั่วศีรษะในขณะฉีด (อย่าฉีดเป็นจุด ๆ)

วิธีนี้จะช่วยให้คุณฉีดสเปรย์ได้อย่างสม่ำเสมอเท่ากันทั้งศีรษะ ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่งก็คือ อย่าฉีดสเปรย์ในปริมาณมากเกินไป เพราะจะทำให้เส้นผมแข็งปั๋งเหมือนสวมหมวกกันน็อคไว้ทีเดียว และถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็จะยิ่งทำให้ล้างออกได้ยากขึ้น เนื่องจากสเปรย์ฉีดผมส่วนใหญ่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อยู่ในปริมาณสูง

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

อันตรายเมื่อสารก่อมะเร็งถูกพบในสบู่เหลว

26.04.2012 (2:58 am) – Filed under: Health ::

และถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้อในอเมริกาจะใช้คำโฆษณาบ่งบอกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริสุทธิ์ อ่อนโยน สดชื่น เป็นธรรมชาติ แต่จากข้อมูลขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากการส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็นสบู่เหลวอาบน้ำสำหรับเด็ก โลชั่นสำหรับทารก และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเด็กเล็กโดยไม่เปิดเผยตราสินค้า ให้กับห้องแล็ปหลายแห่งทดสอบการปนเปื้อนของสาร 1,4-dioxane (สารสังเคราะห์เลียนแบบมะพร้าวที่มีความเข้มข้นสูง สามารถซึมลงสู่ผิวได้ดี) และ Formaldehyde (สารที่ใช้ในวงการแพทย์ สำหรับใช้ฆ่าเชื้อโรคในเครื่องมือต่าง ๆ) โดยสารก่อมะเร็งทั้ง 2 ชนิดนี้ มักไม่ปรากฏบนฉลากแสดงส่วนผสมของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าถูกใช้อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

ซึ่งผลจากการสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก 48 ชนิด พบว่า มีการปนเปื้อนสาร 1,4-dioxane ถึง 67% และมีสินค้า 17 ยี่ห้อ ที่ปนเปื้อนทั้ง 1,4-dioxane และ Formaldehyde

กลุ่มรณรงค์เพื่อเครื่องสำอางที่ปลอดภัย ให้ความเห็นทิ้งท้ายเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจพ่อแม่อเมริกันว่า

“พวกเรารู้ดีว่าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่าง ๆ สามารถผลิตได้โดยปราศจากส่วนผสมที่เป็นพิษหรือสารปนเปื้อนต่าง ๆ แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรล่ะ ผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนสารพิษต่าง ๆ กำลังถูกขายให้กับทารกและเด็กเล็ก นี่ยังไม่นับรวมว่าหลายยี่ห้อไม่แม้แต่จะระบุถึงส่วนผสมที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต ดังนั้น ถึงแม้ว่าคนเป็นพ่อแม่จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับลูกน้อยอย่างระมัดระวังที่สุด ก็คงไม่สามารถรู้ได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ จะปลอดภัยจริง ๆ หรือไม่”

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

หนึ่งปีที่ไม่เท่ากัน

26.04.2012 (2:57 am) – Filed under: Education ::
หนึ่งปีที่ไม่เท่ากัน
รายงานโดย : หนูดี – วนิษา เรซ: วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

          เวลาหนึ่งปีมีค่าไม่เท่ากันสำหรับคนสองคน ไม่เท่ากันสำหรับคนสามคน และไม่เท่ากันสำหรับคนสิบคน แม้
เวลาในปฏิทินจะเท่ากันก็ตาม

          ตอนอายุสิบแปด หนูดีเคยได้รับสิทธิพิเศษที่เด็กไทยน้อยคนจะได้รับในวันที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็ก
อเมริกันหรืออังกฤษได้รับกันเป็นเรื่องธรรมดา นั่นคือ   คำอนุญาตให้เดินทางท่องเที่ยวหรือเรียนอะไรก็
ได้เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม โดยยังไม่ต้องตรงดิ่งเข้ามหาวิทยาลัยในทันที เหมือนเพื่อนๆ ที่จบพร้อมกัน

          แนวคิดนี้เด็กฝรั่งเรียกกันว่า “Gap Year” หรือ “ หนึ่งปีระหว่าง ” ที่พวกเขามักออกเดินทางท่องโลก
หรือไปลองทำงานในสาขาที่กำลังคิดจะเรียนต่อด้านนั้น หรือไปทำงานอาสาสมัครในประเทศโลกที่สาม
โดยเด็กๆ และพ่อแม่หวังว่า ภายในเวลาหนึ่งปีที่ไม่ต้องถูกจำกัดด้วยระบบการศึกษา พวกเขาจะรู้จักตัว
เองมากขึ้น รู้จักโลกมากขึ้นและกลับมาตัดสินใจเลือกเรียนได้ในสาขาที่เหมาะกับตัวเองที่สุด

          หลายครั้งพวกเขาพบว่า วิชาที่เคยคิดว่าอยากเรียน เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้อยากเรียนขนาดนั้น ที่เคยคิด
ว่าชอบ เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้ชอบขนาดนั้น แถมพอเปิดหูเปิดตาเปิดโลกก็มองเห็นโอกาสใหม่ๆ อาชีพ
ใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ได้เจอคนจากที่ต่างๆ ที่ให้คำแนะนำต่อชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อมาอีกในระยะ
ยาว

          หนูดีได้พบเพื่อนฝรั่งหลายคนที่ใช้ “Gap Year” เสียคุ้มเกินคุ้ม บางคนไปทำงานอาสาสมัครในเม็กซิโก
แล้วกลับมาตัดสิ นใจสมัครเรียนหมอเพื่อกลับไปช่วยคนประเทศนั้น บางคนตัดสินใจเรียนกฎหมายเพ ื่
อไปช่วยคนที่ถูกเอาเปรียบ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดเป็นทนายมาก่อน บางคนเรียนด้านความสัมพันธ์
ระหว่างประเทศ เพราะติดใจการเดินทางเข้าเสียแล้ว ชีวิตหลายคนเปลี่ยนไปในทางที่ดีหลังหนึ่งปี
ระหว่าง

          นับว่าแม่ของหนูดีกล้ามากที่อนุญาตแบบนั้นในตอนนั้น เพราะแม่ไม่บังคับอะไรเลย บอกให้หนูดี “ เต็มที่ ”
กับการเดินทางของชีวิตบทใหม่ในครั้งนี้ ส่วนเพื่อนๆ แม่ก็ดูไม่ค่อยมีใครเห็นด้วยกับ “ วิธีเลี้ยงลูก ”
แบบนั้น เพราะแทบทุกคนลงความเห็นว่า มันเป็นการเสียเวลาอย่างยิ่งไปเปล่าๆ หนึ่งปีโดยไม่ได้อะไร
ขึ้นมาเลย

แต่จริงหรือ...

          ปีนั้นเป็นปีที่หนูดีลืมไม่ลง และมีผลกับการตัดสินใจของหนูดีตลอดมาอีกทั้งชีวิต ทำให้หนูดีเลือกเรียนในสิ่งที่
เหมาะกับตัวเองที่สุดมาเรื่อยๆ ทำให้หนูดีเห็นโลกกว้างและเข้าใจ “ โลกแห่งความเป็นจริง ” ที่ชีวิต
ไม่ใช่แค่การทำการบ้านไปส่งครู หรือเห็นการทะเลาะกับเพื่อนรักเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในโลกอีกแล้ว หนูดี
ใช้เวลานั้นไปเรียนละคร เรียนร้องเพลง ไปทำงานอาสาสมัคร และไปฝึกงานแบบจริงจัง

          หนึ่งในงานที่หนูดีได้ลองทำคือ การฝึกงานในโรงแรมห้าดาวโรงแรมหนึ่ง ซึ่งหนูดีต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ขัด
ห้องน้ำไปจนถึงเช็ดรองเท้าให้แขก นี่เป็นคำแนะนำจากคุณแม่ค่ะ เพราะอยากให้ลูกสาวได้ลำบากเสีย
บ้าง และก็ได้ลำบากสมใจ แต่แถมความสนุกมาอีกเป็นกระบุง เพราะการได้ฝึกงานแผนกต่างๆ ตั้งแต่
หลังบ้านไปจนถึงห้องทำดอกไม้ ทำให้หนูดีได้เห็นวิธีคิดของคนที่ต้องทำงานบริการให้ออกมาสมบูรณ์แบบทุก
วินาที พลาดไม่ได้เพราะแขกจ่ายแพงมากก็หวังมาก เห็นกับตาถึงความเหนื่อยยากของคนที่ อยู่ฟากของ
การให้บริการ จนกลายเป็นนิสัยติดตัวมาทุกวันนี้ว่า หนูดีมักจะใ ห้ทิปเยอะไว้เสมอ

          หนแรกที่ได้ทิปมาหนึ่งร้อยบาทนั้นน้ำตาแทบร่วง เพราะการรับใช้มันช่างเหนื่อยเหลือเกินค่ะ และพอมีคน
เห็นค่าเราก็หวั่นไหวได้ง่ายๆ ตอนแรกที่แม่ขอให้ฝึกงานนี้หนูดีก็ไม่เข้าใจ แต่พอได้ไปทำก็ซึ้งเลยว่า แม่
อยากสอนอะไร จากเด็กที่มีแม่บ้านมาทั้งชีวิต พอต้องกลายเป็น “ แม่บ้าน ” เองก็ได้เหนื่อยสมใจแม่

          ที่ขำก็คือ วันหนึ่งหนูดีขัดห้องน้ำใกล้กับล็อบบี้ ก็มีแขกผู้หญิงเดินเข้ามาหน้าคุ้นๆ ที่แท้คือ เพื่อนของคุณแม่
คุณน้าดูท่าทางงงมากถามว่า “ หนูดี หนูมาทำอะไรลูก ”  พอรู้หน้าที่ก็ขำใหญ่และยังเป็นเรื่องที่ขำกันได้
จนทุกวันนี้ แม้เวลาผ่านมาประมาณสิบปีแล้ว

          ชีวิตช่วงนั้นทำให้หนูดีเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงหัวใจของคนที่ทำงานให้หนูดีทุกคน ส่งผลให้หนูดีไม่เคยขึ้นเสียง
ใส่พนักงานแม้แต่คนเดียว ไหว้แม่บ้านและคนขับรถทุกคนก่อน และคิดด้วยหัวใจถึงเขาและครอบครัวในทุก
ครั้งที่ถึงช่วงขึ้นเงินเดือนประจำปี ไม่ได้ชั่งน้ำหนักแค่คำว่า “ ธุรกิจ ” เสมอไป จริงๆ แล้ว เทรนด์ที่
พูดถึงคุณธรรมในการทำธุรกิจไม่ได้ใหม่ในความรู้สึกหนูดีเลย เพราะถ้าเจ้าของกิจการได้ลองพลิกบทบาท
ไปอยู่อีกฝั่งบ้าง คำว่า “ ความยุติธรรม ” จะผุดขึ้นมาในใจเองโดยไม่ต้องเข้าเรียนคลาส
“Business Ethics” ที่ฮิตกันนักหนาตอนนี้เลย และถ้าไม่เคยต้องยืนอยู่ในจุดนั้นด้วยตัวเอง หนูดีคง
เข้าใจชีวิตผิวเผินกว่านี้อีกมาก

          หนึ่งปีตรงนั้น ไปกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์ ของหนูดีเข้าอย่างจังอีกด้วย เพราะจากที่มีคนบอกว่า
ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ การบ้านต้องส่งเวลานี้ รายงานต้องทำหัวข้อนี้ กลายเป็นว่าโลกนี้เปิด
กว้างและไม่มีใครกำหนดอะไรอีกแล้ว จริงๆ แล้ว เวลาไม่มีใครมาบอกว่าเราควรทำอะไรเป็นเวลาที่
น่ากลัวที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเวลาที่ท้าทายที่สุดเช่นกันนะคะ

          หนูดีเริ่มคิดโปรเจกต์ใหม่ๆ เริ่มวางแผนชีวิต เริ่มนั่งลงดูชีวิตตัวเองอย่างจริงจังก็ปีนั้น และที่ดีที่สุดก็คือ
หนูดีเปลี่ยนสาขาที่คิดจะเรียนปริญญาตรีจริงๆ เสียด้วย ทั้งๆ ที่ไม่คิดเลยว่าจะเปลี่ยน ดังนั้นแทนที่จะรีบๆ
เรียนให้จบๆ ไปสี่ปีแล้วต้องเสียเวลาไปฟรีๆ สี่ปีในชีวิตเพราะไปเรียนด้านที่ไม่ชอบอย่างแท้จริง กลาย
เป็นว่าหนูดีได้รู้ใจตัวเองในนาทีที่เดินเข้ามหาวิทยาลัยเลย หนึ่งปีที่ใช้ไปจึงแสนคุ้มค่า เวลาผ่านไปรวด
เร็ว

          และของแถมที่ได้มาก็คือ “ ความเป็นผู้ใหญ่ ” ที่ตัดสินใจเป็นตั้งแต่เป็นเด็กปีหนึ่ง เพราะหนึ่งปีนั้นคุณแม่
ขอร้องให้ไปเรียนผสมเหล้าและชิมไวน์ วิชาที่ปกติลูกผู้หญิงคงไม่ได้เรียนกันเท่าไร แต่คำอธิบายของแม่ก็
คือ ลูกสาวต้องรู้จักเหล้าจะได้ดูแลตัวเองเป็น เพราะบ้านเราไม่มีใครดื่มเหล้ากันเลย จากเด็กที่ไม่หยิบ
เหล้ากลายเป็นรู้จักและผสมเป็นทุกอย่าง รู้อีกด้วยว่าดื่มอย่างไรถึงไม่เมา เหล้าอะไรมีไว้มอมผู้หญิง (
แน่นอนค่ะ ครูของหนูดีซึ่งเป็นผู้ชายใจดีวัยกลางคนรีบสอนเรื่องนี้กับนักเรียนสาวๆ เป็นอย่างแรกด้วย
ความเป็นห่วงพวกเรา) หนูดีรู้ราคาต้นทุนของเหล้าทุกแก้ว ทำให้ยิ่งไม่อยากดื่มเข้าไปใหญ่ และพอไป
เรียนต่อต่างประเทศเลยได้วิชาที่แม่ให้ไปเรียนเล่นๆ เพื่อให้รู้ มาหารายได้พิเศษเสียเลยด้วยการเป็น
บาร์เทนเดอร์และพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารไทย ทำให้ชีวิตมหาวิทยาลัยต่างแดนกลายเป็นเรื่องแสน
สนุก ได้เพื่อนใหม่ๆ ในร้านอาหารไทยที่ยังคบกันจนทุกวันนี้ แถมได้เงินพิเศษขนาดบางเดือนจ่ายค่าเช่า
บ้านได้เลยค่ะ

          น่าเสียดาย หลายครั้งที่หนูดีเห็นพ่อแม่ไทยรีบบังคับให้ลูกๆ รีบเรียนให้จบ พอจบปริญ ญาตรีก็ให้รีบต่อ
ปริญญาโท จบแล้วให้รีบทำงาน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็นโลกกว้างเท่าไรเลย ทำงานไม่เท่าไรก็รีบแต่งงานมี
ลูกกันเสียแล้ว แล้วคราวนี้พอมีลูก ก็ยาวแล้วค่ะ เพราะการมีลูกคือ งานที่มีอายุประมาณยี่สิบปีอย่างต่ำ
ลาออกไม่ได้เสียด้วย หนูดีคิดว่า หนูดีอยากเห็นเด็กไทยมีโอกาสได้รับสิทธิพิเศษของการใช้ “ หนึ่งปี
ระหว่าง ” เพื่อปรับเข็มทิศ เช็กมุมมองชีวิต ทำความรู้จักโลกที่กว้างกว่าบ้านกับห้องเรียน โดยไม่ต้องรู้
สึกผิด ว่าเขาโยนเวลาทิ้งไปเปล่าๆ หนึ่งปีดูบ้าง ทั้งๆ ที่ความจริงการรีบร้อนวิ่งเข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่
รู้จักตัวเองอาจทำให้เขาโยนเวลาทิ้งไปเปล่าๆ สี่ปีเหมือนกับเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย

          หนึ่งปีนั้นยังส่งผลให้หนูดีเป็นมิตรกับการเดินทางเรียนรู้รอบโลกมาจนทุกวันนี้ ทำให้หนูดีเห็นโลกนี้เป็น
เหมือนห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ห้องใหญ่ที่ค้นคว้าอย่างไรก็ไม่จบสิ้น ตื่นเต้นได้ทุกๆ วัน หนึ่งปีของแต่
ละคนไม่เท่ากันจริงๆ ค่ะ แล้วหนึ่งปีของคุณผู้อ่านมีความยาวเท่าไหนคะ.

 

ที่มาจาก : FW Mail

เมื่อเด็กออทิสติกเข้าเรียน

26.04.2012 (2:57 am) – Filed under: Education ::

พ่อแม่หลายคนที่มีลูกเป็นออ ทิสติก อาจมีความกังวลเพิ่มขึ้นเมื่อถึงวัยเรียน ลูกที่เป็นออทิสติกต้องเข้าเรียน แต่ไม่รู้ว่าต้องให้เรียนโรงเรียนไหน กลัวว่าจะไปเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปไม่ได้

คำแนะนำ ต่างๆ สำหรับเด็กออทิสติกในวัยเรียน มีดังนี้ครับ

เด็กออทิสติกควรมีการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนอย่างไร   ในการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียน เด็กควรมีพื้นฐานสำคัญในเรื่องต่างๆดังนี้

1. การเข้าใจคำสั่งง่ายๆ สามารถตอบสนองได้บ้าง

2. สามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้บ้างเล็กน้อย

3. เด็กสามารถนั่งทำกิจกรรมต่างๆได้นานพอประมาณ

4. ไม่มีพฤติกรรมที่รุนแรงเป็นอันตรายต่อผู้อื่น

ซึ่งสิ่ง ต่างๆเหล่านี้ได้มาจากการฝึกฝนปรับพฤติกรรมอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

เราจะประเมินได้อย่างไรว่า เด็กออทิสติกคนนี้มีความพร้อมที่จะเข้าเรียนในชั้นเรียนได้

 

ในการ ประเมินความพร้อม ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เด็กคุ้นเคยกับสถานที่หรือไม่ คุ้นเคยกับผู้ประเมินหรือไม่ ถ้าไม่คุ้นเคย เด็กย่อมไม่ร่วมมือ และดูเหมือนจะไม่มีความพร้อมทั้งๆที่เด็กทำได้

โดยทั่ว ไปเราจะดูแค่ว่า เด็กพอเข้าใจทำสั่งง่ายๆได้ไหม พอทำตามได้บ้างไหม พอที่จะทำกิจกรรมในช่วงเวลาสั้นๆได้ไหม มีพฤติกรรมที่รุนแรง เป็นปัญหาไหม เท่านี้น่าจะมากเพียงพอแล้วสำหรับการนำเด็กเข้าเรียน

ในเด็กออ ทิสติก เราไม่ต้องรอให้เด็กมีความพร้อมทุกอย่างแล้วค่อยเข้าเรียน แต่เราให้เด็กเข้าเรียนเพื่อสร้างความพร้อมเพิ่มขึ้น ใช้สังคมเด็กวัยเดียวกันเป็นตัวกระตุ้นในการเรียนรู้ ไม่ต้องรอให้เด็กพูดได้แล้วค่อยเข้าเรียน แต่เราให้เด็กเข้าเรียนเพื่อกระตุ้นให้พูดได้ ถ้าทุกคนเข้าใจในหลักการเหล่านี้ตรงกัน ก็ไม่ต้องไปกังวลเรื่องการประเมินความพร้อม อาจมีความจำเป็นที่ต้องเตรียมความพร้อมบ้างในบางด้าน แต่ไม่ต้องรอจนพร้อมทุกด้าน

เด็กออทิสติกสามารถเรียนร่วม กับเด็กทั่วไปได้หรือไม่

เด็กออ ทิสติกสามารถเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของปัญหาและความพร้อมบางด้านที่จำเป็น โดยทั่วไปเด็กสามารถเรียนร่วมได้ ถ้าผ่านการฝึกฝนปรับพฤติกรรมแบบเข้มข้นตั้งแต่เล็ก และทำมาอย่างต่อเนื่อง

แต่อย่าง ไรก็ตาม การเรียนร่วมกับเด็กทั่วไปได้หรือไม่ อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับ การวิเคราะห์ดูว่ารูปแบบการเรียนรู้แบบใดเหมาะสมกับตัวเด็กมากที่สุด สามารถดึงศักยภาพในตัวเด็กให้แสดงออกมาได้มากที่สุด

อุปสรรคที่มักพบเมื่อต้อง เข้าเรียนในโรงเรียนเรียนร่วม และวิธีการแก้ไขปัญหา

อุปสรรค ที่มักพบส่วนใหญ่ คือ ความเข้าใจ และการยอมรับของโรงเรียน บางแห่งครูไม่รู้จักว่าเด็กออทิสติกเป็นอย่างไร ไม่มีประสบการณ์ในการดูแลมาก่อน ไม่รู้ว่าจะสอนอย่างไร จึงต้องมีการพูดคุยสื่อสารให้ชัดเจนระหว่างผู้ปกครองและครูอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ โดยให้มองที่ปัญหาของเด็ก ว่าพฤติกรรมแต่ละเรื่องจะแก้ไขอย่างไร อย่าไปมองที่ความเป็นออทิสติก เพราะถ้าเพ่งเป้าที่พฤติกรรม คุณครูจะมีความมั่นใจในการแก้ไขปัญหามากกว่า และอาจขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากทีมแพทย์ที่ดูแลเด็กอยู่อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น

 

ถ้ามีการ เรียนรู้ร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย คือ ผู้ปกครอง ครู และทีมแพทย์ที่ดูแลเด็ก ก็จะช่วยให้สามารถฟันฝ่าเอาชนะอุปสรรคไปได้อย่างแน่นอน

โดย :  นายแพทย์ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ข้อมูลจาก :  www.happyhomeclinic.com

การเรียน ให้ได้เกรด 4 ตลอดชีวิต

26.04.2012 (2:56 am) – Filed under: Education ::

หลักการที่สำคัญที่สุด คุมตัวของคุณเองให้ได้อย่างที่ต้องการจะเป็น แพ้ชนะอยู่ที่การสู้กับตัวเอง มิใช่สู้กับคนอื่น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะขาดไม่ได้ ความขยันอันไม่มีอะไรจะหยุดได้ ทฤษฎีบท ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สำเร็จมิได้ด้วยความเพียร สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นหลักการควบคุมตัวเองทั้งสิ้น ลองด้วยตัวคุณเองแล้วจะรู้ว่า ผมไม่ได้โกหกคุณเลย ( ถ้าคุณทำตามที่ผมว่ามาได้นะ ….ต้องได้ซิถ้าคุณจะทำจริง ๆ เพราะผมก็ทำมาแล้ว ) มาดูขั้นตอนทั้งหมดสรุปย่อโดยรวม

1. ควบคุมภาวะการหลับและการตื่นได้ดั่งใจ

2. ออกกำลังสม่ำเสมอ เพื่อพลังกายที่สมบูรณ์แบบ

3. อ่านหนังสือทุกวัน วันละ 2 ชม.(หรือตามที่คิดว่าเหมาะสมกับคุณ

4. ทำโน๊ตสรุปสั้น ทุกครั้งที่อ่านหนังสือเสร็จ

5. นั่งสมาธิและทบทวนก่อนนอน และ ตื่นนอนทุกวัน

6. ต้องรู้วิธีเรียนในแต่ละวิชา

7. หลักวิธีเรียนพวกวิชาที่ใช้ความเข้าใจ และวิชาที่ใช้ความจำ

8. ต้องมีความรู้ติดสมอง

9. สุดท้ายเป็นการเพิ่มพลังความมั่นใจในตัวเอง

คำ อธิบายในแต่ละขั้นตอน และรายละเอียด

1. คุมเวลาตื่นนอนให้ได้ทุกวันก่อนครับ เช่น ตื่น 6 โมงเช้านอน 4 ทุ่ม ซัก 1 เดือนติดต่อกัน ให้ได้ก่อนค่อยมาว่าจะอ่านหนังสือครับ เพราะจะเป็นการจัดระบบมันสมองใด้อย่างดีเยี่ยม และจะรู้สึกว่าสมองมีพลังในการรับรู้ครับ. ถ้าทำข้อนี้ไม่ได้ อย่าคิดว่าจะเรียนให้ดีได้ยากครับ.

2. หลักการอ่านหนังสือใด ๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านทีละนาน ๆ ครับ. เช่นตั้งไว้ว่า วันนึง เราจะ อ่านซัก 1 – 2 ชม. ก็เกินพอครับ. แต่สำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องครับ. ถ้ายังบังคับตัวเองไม่อยู่ ข้อ 1. ก็เป็นการฝึกบังคับอย่างนึงแล้ว ต้องอ่านทุกวัน ไม่มีวันหยุดครับ.

3. อ่านหนังสือทุกวัน วันละ 2 ชม.(หรือ ตามที่คิดว่าเหมาะสมกับคุณ) ที่ว่า 1 -2 ชม.นั้นต้องรู้ว่าตัวเองเราสามารถรับ ได้ครั้งละเท่าไรครับ. อย่างเช่นพี่จะ อ่านวันละ 2 ชม. แต่แบ่ง เป็น 4 ยกครับ. ครั้งละ 25 – 30 นาที และพัก 5- 10 นาที

4. อ่านจบวันหนึ่งๆ ต้องมีสรุปแบบเล่มยาว ๆ เลยนะครับ. สรุปสั้น ๆ ว่าวันนี้ได้อะไรบ้าง สูตรอะไร ๆ หรือความเข้าใจอะไร

5. ถึงตอนนอนให้นั่งสมาธิซัก 5 นาทีพอรู้สึกใจเริ่มนิ่ง ให้นึกที่เราสรุปไว้ เมื่อกี๊ครับ. ถ้านึกไม่ออกแสดงว่าสมาธิตอนอ่านหนังสือไม่ดี ให้เปิดไฟ ลุกออกไปดูที่สรุปใหม่ แล้วนึกใหม่ครับ.

6. ต้องรู้วิธีเรียนในแต่ละวิชาครับ. เช่น คณิต + ฟิสิกส์ เน้นความเข้าใจเป็นอันดับ 1 เคมี เน้น เข้าใจ + ท่องจำบางอย่าง เช่น ตารางธาตุ ถ้าท่องยังไม่ได้แสดงว่าไม่เข้าใจว่ามันจำเป็นต้องจำ อังกฤษ เป็นเรื่องทักษะ ต้องใช้บ่อย ๆ ครับ. เวลาจะทำอะไรก็นึกเป็นภาษาอังกฤษบ้าง เช่นนึกจะทักเพื่อนว่าไปไหน ก็นึกว่า Where do you go? อะไรเป็นต้น แล้วก็ต้องเข้าใจ เป็นภาษาต่างด้าวยังมีคำหรือสำนวนที่เราไม่เข้าใจอีกเยอะ ดังนั้นเรื่องศัพท์ต้องรู้เยอะ ๆ เวลาจะไปดูหนัง Entertain กันทั้งที ดูเรื่องที่เขามีแต่ sub title เป็นภาษาอังกฤษ

7. วิธีเรียนพวกวิชาที่ใช้ความเข้าใจ อันดับแรกต้องรีบศึกษาเนื้อหาทั้งหมดให้จบอย่างรวดเร็วครับ. ถามว่าอ่านจากไหน อย่ามองไกลครับ. แบบเรียนนั่นล่ะ อย่าเพิ่งไปมองพวกคู่มือ ถ้าเราอ่านแบบเรียนไม่รู้เรื่อง ก็อย่าไปหวังจะดูตำราอื่นเลยครับ. จากนั้นให้รีบหา แบบฝึกหัด มาทำในแบบเรียนนั่นล่ะให้ได้หมดก่อน จากนั้นค่อย เสาะหาตำราคู่มือที่คิดว่าเราดี อ่านแล้วเข้าใจอีกซักเล่มนึงมา อ่านเนื้อหาให้หมด อีกที แล้วทำแบบฝึกหัดในเล่มนั้นให้จบหมด . สำคัญคือความตั้งใจนะครับ. ต้องเข้าใจว่าเรา มีความรู้ในบทนั้น ๆ จบแล้ว ทำไมยังทำโจทย์บางข้อไม่ได้ พยายามคิด สุดท้ายไม่ออก ก็ดูเฉลย แล้วต้องตอบตัวเอง ให้ได้ว่าเราโง่ตรงไหน ทำไมทำไม่ได้ โจทย์ข้อนั้น ๆ เป็นเทคนิคเฉพาะหรือเปล่า ต่อไป ก็เสาะหาพวกข้อสอบต่าง ๆ มาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้ว ก็ ทำ ๆ ๆ จนเกิดรู้สึกว่า บรรลุ  ในเรื่องนั้น ๆ มันเป็นความรู้สึกคล้าย ๆ สำเร็จเป็นผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น หรือฝึกวิทยายุทธสำเร็จแบบนั้น มองโจทย์ปุ๊บ จะเกิดความคิด แปร๊บ ๆ ขึ้นมานึกออกทะลุหมด เมื่อนั้นรู้สึกแบบนี้เมื่อไร ให้รีบสรุปเนื้อหาบทนั้น ๆ ออกมา ในกระดาษขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว คูณ 4 – 5 นิ้วครับ. ใช้หน้าหลังเขียนให้พอให้ได้ใน 1 บทต่อ 1 แผ่น อาจจะมียกเว้นบางบท เช่น สถิติ อาจใช้ถึง 6 แผ่น หรือตรีโกณ 3 แผ่น ส่วนใหญ่ไม่เกินหรอกครับ. จากนั้นปาตำราบทนั้น ๆ ทิ้งไปเลยครับ

8. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำอะไรก็ตามที่คือ ต้องมีความรู้ติดสมอง สามารถ หยิบมาใช้การได้ทันทีครับ. ถ้าคิดจะเรียนเพื่อสอบนั่นก็แสดงว่า กำลังคิดผิดอย่างใหญ่หลวงครับ. เด็กสมัยใหมนี้ชอบคิดว่าเรียน ๆ ไปเพื่อสอบ สอบเสร็จก็เลิก นั่นเป็นเพราะผลพวงของระบบ แข่งในการศึกษาของไทยเราครับ. เด็กต้องสอบ Entrance เข้าต่อ ทำให้ไม่เกิดความรู้สึกในการใฝ่รู้ ต้องเข้าใจว่าเราเรียนหนังสือนี่ ต้องถือว่าไม่มีใครมาบังคับเรา เราเรียนเพื่อตัวเราเอง เพื่อพัมนาสมองเราเอง พัฒนา มุมมองความคิดต่าง ๆ เพื่อให้เราเป็นยอดคนเอง สามารถที่จะพึ่งตัวเองได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองหรือหลุดจากอ้อมแขน บิดามารดาเมื่อไร ต้องสามารถที่จะกล้าคิดและทำ พึ่งตัวเอง ยังชีพตัวองในสังคมนี้ได้ครับ.

ดัง นั้น จากข้อ 7. เราต้องบันทึกความรู้ที่เรารู้แล้ว ให้เป็นความรู้ยาวนานติดสมอง โดยทำดังต่อไปนี้ครับ.

 - ให้นึก! โน๊ตย่อที่เราสรุปเองสัปดาห์ละหนติดต่อกันซัก 1 เดือน หรือ 4 สัปดาห์ นึกนะครับ. ไม่ใช่เปิดดูถ้านึกไม่ออกแสดงว่าไม่ได้สรุปเองแล้วล่ะเปิดหนังสือ แล้วสรุปตามแหง ๆ จากนั้นให้ทิ้งห่างเป็นนึก 1 เดือนต่อครั้ง จนเริ่มรู้สึกเบื่อเพราะนึกทะลุปรุโปร่งหมดแล้วให้เลิกครับ. ใกล้สอบค่อยว่ากันอีกที กระบวนการที่ว่านึกตั้งแต่ 1 สัปดาห์ จนเลิกนึกนี่คาดว่าไม่ต่ำกว่า 3 เดือนนะครับ. ใครน้อยกว่านี้ แสดงว่าโกหกตัวเองชัวร์

9. กระบวนการสุดท้าย เป็นการเพิ่มพลังความมั่นใจในตัวเองซึ่ง ต้องกระทำติดต่อกันบ่อยๆ เรื่อย คือกระบวนการสอบแข่งขันครับ. ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าเป็นไปได้สอบแข่งซะแต่ ม.1 จนจบ ม.6 เลย จะทำให้เรารู้อันดับตัวเอง เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ครับ. เช่นเราอาจจะเรียนได้เกรดดี แต่พอสอบแข่ง จริง ๆล่ะ สู้เขาได้ใหม ทักษะในการทำข้อสอบ มีใหม เข้าห้องก็เดินหน้าลุยทำแต่ข้อแรกยันข้อสุดท้ายเลยหรือเปล่า ก็พวก สมาคม โอลิมปิก หรืออะไรก็ตามที ทั้งสอบแข่งในโรงเรียน เช่น โรงเรียนจัดเอง หรือสัปดาห์ต่างๆ เช่น สัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ โครงงานวิทยาศาตร์ ตอบปัญหาภาษาไทย อังกฤษ ฯลฯ สุดท้ายทั้งหมดที่ว่ามา ถ้าน้องคนไหนทำได้นะครับ. ซัก 1 – 2 ปี รู้ผลแน่ พี่รับรองได้ 100 % เลยว่าอย่างน้อยต้องอยู่ในอันดับ 1 – 3 ของชั้น แน่นอน อันดับระดับประเทศ ก็ไม่เกิน 50 อย่างมาก

อ้อ ลืมบอกไปครับ. สิ่งสำคัญคือการอ่านล่วงหน้าครับ. ช่วงปิดเทอม ก็อ่านของเทอมหน้านู้นหรือ อยู่ ม.4 จะอ่านของ ม.6 ก็ได้นะ

 

ที่มาจาก : bloggang.com

Grand Chase คว้า Class 3 ง่ายๆ

26.04.2012 (2:55 am) – Filed under: Games ::

ฮย่า~ สวัสดีจ๊ะ พบกันทุกสัปดาห์เช่นเคยนะคร้าบ วันนี้เราจะมานำเสนอในหัวข้อเทคนิคที่เรียกว่า Quest Step กัน ซึ่งเทคนิคนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายแบบเลยทีเดียว โดยเฉพาะเควสต์เปลี่ยนคลาส ไปดูกันเลยดีกว่าครับว่า Quest Step คืออะไร?

รู้จัก Quest Step

ว่ากันง่ายๆ กับเทคนิค Quest Step นี้ มันก็เป็นแค่การเรียบเรียงสิ่งที่จะต้องทำในเควสต์นั้นๆ ก่อนจะดำเนินการทำจริงนั่นเองครับ ยกตัวอย่างง่ายๆ ในการเปลี่ยน Class 3 นี้ จากรูปจะเห็นได้ว่า มีภารกิจต้องทำให้เสร็จเยอะมากมาย ซึ่งเราจะเรียบเรียงโดยการทำจากภารกิจที่ใช้เวลามากก่อน แล้วค่อยไปทำภารกิจที่ใช้เวลาน้อยลงมาตามลำดับนั่นเองครับ ลองเรียบเรียงดูนะครับ ว่าภารกิจไหน ที่คิดว่าจะใช้เวลาทำนานที่สุด ก็ทำภารกิจนั้นให้เสร็จไปก่อนเลยคร้าบ

ภารกิจ PVP

เทคนิคสำหรับภารกิจ เก็บสะสมรอบ หรือของจากการ PVP นั้น ขอแนะนำเลยว่าให้เล่นแบบ 1-1 จะใช้เวลาน้อยกว่าการเล่นแบบหลายคนมากนัก เพราะนอกจากจะไม่เสียเวลาไล่เก็บทีมฝ่ายตรงข้ามแล้ว ยังไม่ต้องมามัวนั่งโทษทีมตัวเองเวลาที่แพ้อีกด้วย งานนี้ใครที่มีฝีมือเจ๋งจริงๆ ก็สามารถทำภารกิจนี้ ให้จบได้อย่างรวดเร็วด้วยเทคนิค 1-1 นั่นเองครับ

ภารกิจ Dungeon

ต่อมาเป็นเทคนิคการเก็บเควสต์ดันเจี้ยนตามหาไอเทมที่ต้องการ ที่มีแต่คนบ่นนักบ่นหนาว่าของเควสต์ดรอปยากมากๆ แถมแต่ละด่านยังใช้เวลาเคลียร์ไม่ต่ำกว่า10นาทีอีก ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเรารวบรวมผู้เล่นในห้อง ให้ครบ 4 คนแล้วลุยไปด้วยกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะหากเป็นคนที่เรารู้ใจด้วยกันทั้ง 3คนก็จะยิ่งเคลียร์ได้ไวมากขึ้น แถมได้เก็บ Lv. ไปในตัวด้วย และขอแนะนำว่าควรจะมี Arme C1 อย่างน้อยสักคนไว้ลง Meteor ล้างมอนในฉากด้วยนะจ๊ะ

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

วิธีการเล่นเกมส์ Little Farm

26.04.2012 (2:54 am) – Filed under: Games ::

อีกสไตล์ของเกมส์ทำฟาร์ม ที่มีส่วนผสมของเกมส์ฝึกสมองและไหวพริบเข้ามาด้วย ซึ่งจุดเด่นของเกมส์ Little Farm นี้นั้นอยู่ที่ระบบการพัฒนาฟาร์มของผู้เล่น จากฟาร์มเล็กๆจำนวนไม่เท่าไหร่ ไปสู่ฟาร์มที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ มีบ้านที่น่าอยู่ และซื้ออุปกรณ์ต่างๆเข้าสู่ฟาร์มมากขึ้น จากฟาร์มกระจอกๆ ที่มีแต่หญ้าขึ้นรก ทำมันให้กลายฟาร์มที่ยิ่งใหญ่สุดๆไปเลยสิ

วิธีเริ่มเล่นเกม
สำหรับใครที่ยัง ไม่มี ID ของเว็บ Mochiads ถ้าจะเล่นเกมส์นี้ให้ได้ครบสมบูรณ์มากขึ้น คงต้องขอแนะนำให้สมัครเอาไว้ โดยคลิกที่มุมขวาบนของหน้าเล่นเกมส์ จะพาไปยังหน้าสมัครสมาชิกอัตโนมัติ ซึ่งระบบของเกมส์นี้จะให้ซื้อของปลดล็อคฟาร์มทีละนิดๆ จาก Mochiads ก่อน จึงจะสามารถเข้าไปซื้อในเกมส์ได้ ซึ่งบางอย่างก็ฟรีบางอย่างก็เสียเงิน

หลัง จากพร้อมแล้วก็ให้คลิกที่ Start เพื่อเริ่มเกมส์จะกล่าวถึงครอบครัว Normans คือสองสามีภรรยา Steve และ Martha ที่ได้รับรางวัลที่ดินในฟาร์มแห่งหนึ่ง พวกเขาจึงไม่ลังเลที่ตัดสินใจลาออกจากงานในเมือง และเดินทางไปใช้ชีวิตแบบชาวไร่ในฟาร์มที่พวกเขาได้รับ แต่ว่าเมื่อพวกเขามาถึงก็พบว่ารางวัลฟาร์มที่เขาได้รับนั้น มันเป็นฟาร์มที่รกร้าง ไร้การดูแล และมีพื้นที่ไม่มากนัก ทว่าพวกเขาก็ได้พบกับ Nate Winslow ผู้เชี่ยวชาญการทำฟาร์ม ซึ่งเขาจะช่วยแนะนำการดูแลฟาร์มและพัฒนาให้ฟาร์มให้ใหญ่โตขึ้น ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของคุณผู้เล่น ที่จะช่วยครอบครัว Normans ดูแลฟาร์มของพวกเขา

หน้าจอการเล่นของ Little Farm
การ เล่นเกมส์ Little Farm คุณไม่ต้องคลิกเครื่องมือ ไม่ต้องพรวนดิน ไม่ต้องหว่านเมล็ด สิ่งที่คุณทำอย่างเดียวก็คือการรดน้ำ ซึ่งจะต้องรดน้ำในแบบฝึกสมองด้วย วิธีการรดน้ำของเกมส์นี้ก็คือ จะต้องรดน้ำโดยที่มีพืชผักที่เราปลูกอยู่ตามมุมของแปลงเพาะปลูก เป็นชนิดเดียวกันหมด โดยมองหามุมที่มีพืชชนิดเดียวกันที่กินพื้นที่กว้างที่สุด เพื่อจะได้ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่า ซึ่งพืชในพื้นที่นั้นจะเป็นผลผลิตที่เขาขายออกสู่ตลาด หรือเก็บไว้ในโกดัง โดยดูจากรถของพ่อค้าที่มารับซื้อ ว่ารถนั้นรับซื้อพืชชนิดไหน เมื่อรถเต็มหมดทุกคัน จึงจะผ่าน แต่หากทำไม่ทันก็จะแพ้

หลังจากที่ เล่นไปเรื่อยๆสักพัก แปลงปลูกผักของคุณจะมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ แต่ก็จะมีสิ่งต่างๆมาเพิ่มและรบกวนฟาร์มของคุณเช่นกัน โดยในแปลงอาจจะมีสมบัติโผล่ขึ้น หรือแมลงศัตรูพืช ตัวอย่างดังนี้

- แปลง Wilds หมายถึงแปลงนั้นสามารถใช้เป็นมุมรดน้ำกับพืชอื่นๆได้ทุกชนิด
- แปลงเหรียญทอง หากรดน้ำในพื้นที่ๆมีเหรียญทอง จะมีตัวใบ้บอกการรดน้ำที่ได้พื้นที่มากที่สุดให้แบบอัตโนมัติ
- แปลงผีเสือ ช่วยเพิ่มเงินให้กับผลผลิต
- แปลงแมลงศัตรูพืช จะทำให้เรารดน้ำและเก็บเกี่ยวพืชบริเวณนั้นไม่ได้เลย จนกว่ามันจะหายไป

หลัง จากเล่นผ่านไปสักพัก เกมส์จะปลดล็อคฟังค์ชั่นใหม่ๆให้เราสามารถซื้อเมล็ดพืชใหม่มาปลูก หรือสร้างบ้านให้ครอบครัว หรือซื้ออุปกรณ์ทำฟาร์มใหม่ๆได้ แต่ว่าอย่าลืมไปปลดล็อค ที่เมนู Store ของทาง Mochiads ด้วยนะ

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

ข้อมูลใหม่ Need for Speed: Hot Pursuit

26.04.2012 (2:53 am) – Filed under: Games ::

ข้อมูลเกมเพิ่มเติมของ Need for Speed: Hot Pursuit จากที่ทาง EA ได้เปิดให้ทดลองเล่นกันในงาน E3 2010 ที่ผ่านมา โดยโหมดที่ให้เล่นเป็นโหมดการเล่นแบบ Multiplayer ขับเคี่ยวกันระหว่างนักแข่งรถ(โจร)กับฝ่ายตำรวจ ซึ่งผู้เล่นจะเลือกเล่นฝ่ายไหนก็ได้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วแข่งกับผู้เล่นอีกฝ่าย

ภาคกิจของโหลดการเล่นโจรกบตำรวจ cops-vs-robbers mode นี้ เป้าหมายของผู้เล่นทั้งสองฝ่ายก็จะต่างกันคือฝ่ายโจรจะต้องหนีการไล่ล่าของ ตำรวจให้ถึงที่หมาย ส่วนตำรวจก็ต้องขับรถไล่ล่าชนรถของฝ่ายโจรให้พัง โดยตัวรถจะมีค่าความเสียหายบอกอยู่ว่าเสียหายไปแล้วกี่ % หากโดนชนจน 100% รถก็จะพัง ซึ่งในหน้าจอของเกมนั้นจะมีเรดาห์บอกตำแหน่งของรถแต่ละฝ่ายเอาไว้ด้วย โดนสามารถกดดูเรดาห์ได้ด้วยปุ่ม D-Pad ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับฝ่ายตำรวจในการใช้ขับไล่ตามโจร ส่วนฝ่ายโจรนั้นจะมีระบบอุปกรณ์ช่วยเหลือในการหนีแบบต่างๆ เช่น Decoy ใช้หลอกล่อ Nitro ไว้เร่งความเร็วหนี ส่งคลื่นรบกวนเรดาห์ของตำรวจ และอื่นๆ ส่วนตำรวจก็จะมีอุปกรณ์ในการช่วยหยุดรถคนร้าย อย่างเช่นสั่งเฮลิคอปเตอร์มาโยนตะปูเรือใบ หรือสั่งให้รถตำรวจคันอื่นๆช่วยกันจอดขวางถนนที่โจรขับผ่าน

สำหรับ ฉากการเล่นใน Demo ของ Need for Speed: Hot Pursuit นั้นมีความคล้ายคลึงกับ Need for Speed: Undercover และ Need For Speed: Most Wanted พอสมควร ซึ่งในฉากก็จะมีทางลัดเป็นถนนแบบดินให้เลือกวิ่งกันด้วย แต่ดูเหมือนยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

Review : Silent Hill

26.04.2012 (2:52 am) – Filed under: Games ::

ฉันเป็นใคร ……
ฉันมาทำอะไรที่นี่ …….

นี่คือความรุ้สึก ทุกครั้งที่ได้เล่นเกม Silent Hill เกมสยองขวัญจิตหลอนที่ต้องแฟนพันธ์แท้เท่านั้น ถึงจะเข้าถึงความหลอนของเกมนี้ได้ และ Silent Hill Shattered Memories, ภาคล่าสุดที่ย้ายมาให้สตูดิโอ Climax ของฝรั่งทำ ก็ยังหนีไม่พ้นทฤษฏีนี้

Shattered Memories เป็นเกมที่ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้คอนเซปดั้งเดิมของ Silent Hill, คือความสยองที่ผ่านมุมมองทางจิตของตัวละครเอก ซึ่งเป็นความน่ากลัวในเชิงจินตนาการเสียมากกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตามทางผู้สร้างให้คำเน้นย้ำไว้แต่แรกว่าภาคนี้จะเป็นการ Re-Image หรือปรับปรุงภาพลักษณ์ของซีรี่ส์ Silent Hill เสียใหม่ หลังจากที่ออกแบบแนวเดิมๆมาถึง 6 ภาคด้วยกัน
จุด เด่นที่ชัดเจนของเกมนี้เลยที่สัมผัสได้คือการออกแบบมาให้เล่นกับ Wiimote โดยเฉพาะ ส่วนสำคัญของตัวเกมไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนมุมกล้องผ่านการถือไฟฉาย ที่ให้ Wiimote เราเป็นเสมือนไฟฉาย, การแก้ปริศนาที่ต้องมีการทำแอคชั่นผ่านมือต่างๆที่ให้เราทำท่าทางนั้นๆจริงๆ ตามในเกม, หรือการใช้ Wiimote เป็นเสมือนโทรศัพท์มือถือเวลามีโทรศัพท์โทรเข้ามาหาตัวเอกของเรา เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ทำมาได้ดีมากๆ และเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่รู้สึกว่าการเล่นด้วย Wiimote มันต้องทำออกมาแบบนี้แล่ะ และก็สามารถบอกได้เลยว่าเกมในเวอร์ชั่นเครื่องอื่น จะไม่ได้รับรู้อรรถรสตรงนี้ได้ดีเท่านี้แน่ๆ

สำหรับ ตัวแอคชั่นของเกมนั้นหลักๆจะยังคงคล้ายของเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรวจทาง แต่อย่างไรก็ตามโอกาสที่เราจะหลงหรือวิ่งไปวิ่งมามีค่อนข้างน้อย เพราะเกมออกแบบเนื้อเรื่องและเหตุการณ์ให้เป็นเส้นตรง และการสำรวจฉากเพื่อเก็บของลับ โดยส่วนใหญ่จะมีแค่การหากุญแจ ซึ่งจะปรากฏอยู่ใกล้กับจุดที่ต้องใช้มาก (ถ้าจำไม่ผิด แทบทุกดอกอยู่ในห้องเดียวกันกับที่ต้องปลดล้อคหมดเลย) , ส่วนการสำรวจไอเทมลับ เพื่อเก็บความทรงจำนั้นก็ไม่ได้มีความจำเป็นต่อการผ่านฉาก แต่เป็นเพียงเพื่อการสะสมไอเทมให้ได้ครบตอนจบเกมเท่านั้นเอง ดังนั้นตลอดเวลาจะเป็นการวิ่งหาทางไปเสียมากกว่า นอกจากนี้ปริศนาประตูล้อคเยอะๆก็หายไปหมด ผู้เล่นแทบจะไม่มีโอกาสต้องวิ่งวนไปหาทางเปิดประตูเลย อย่างที่บอกว่าค่อนข้างต้องวิ่งเป็นเส้นตรง ไม่ต้องวกวนให้ิเวียนหัวมากมาย

ลักษณะ การดีไซน์รูปแบบการดำเนินเกมนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ชัดเจนในคอนเซปของตัวเอง เกมจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ คือการสำรวจไปในโลกปกติ, การผจญภัยในโลกน้ำแข็ง (โลกอีกมิติ), ฉากเนื้อเรื่อง และ ฉากพบหมอจิตแพทย์ ซึ่งทั้งหมดจะเป็น sequence สลับกันไปมา ซึ่งมีข้อเสียตรงที่เมื่อเล่นไปเรื่อยๆจะเริ่มรู้สึกจำเจ เพราะ sequence ของเกมที่จะเกิดขึ้นมันชัดเจนมากเกินไปจนเดาได้

สำหรับการ สำรวจในโลกปกติ เราจะได้ค้นหาทางไปเรื่อยๆ ได้เจอฉากเนื้อเรื่องกับผู้คนไปเรื่อยๆ จนเมื่อมาถึงจุดๆนึงซึ่งจะ Trigger โลกให้กลายเป็นอีกมิติ ซึ่งคราวนี้เปลี่ยนแปลงจากการเป็นโลกหมอกและโลกสนิมมาเป็นโลกตอนกลางคืนและ โลกน้ำแข็งแทน เมื่อเข้าสู่โลกน้ำแข็ง เป้าหมายโดยหลักจะมีแค่การวิ่งหาทางหนีไปให้ได้จนถึงจุดหมาย (ซึ่งเริ่มต้นมาจะไม่บอกอะไรเลย ปล่อยให้เราวิ่งไปซักพักจนมันเป้าหมายขึ้นในแผนที่) และในโลกนี้จะมีผีเด็กคอยตามไล่กอดเรา ทุกครั้งที่ผีเด็กกอดเรา พลังเราก็จะลด ถ้าปล่อยให้ผีเด็กกอดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เราก็จะตาย ต้องเริ่มใหม่จากจุด Checkpoint ล่าสุด การออกแบบฉากในโลกน้ำแข็งจะใช้ฉากโลกปกติเป็นหลัก แต่มีการสร้างประตูเพิ่มเข้ามาค่อนข้างเยอะ โดยใจความสำคัญคือเพื่อจะให้เราวิ่งหาทางลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ และเนื่องจากการออกแบบฉากเกมนี้ไม่ได้มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน บวกกับส่วนใหญ่เป็นเส้นตรง ดังนั้นหลายครั้งผู้เล่นจะพบว่าตัวเองวิ่งวนกลับมาอยู่ที่เดิม ถึงแม้จะมีเป้าหมายบอกในแผนที่ แต่ตัวแผนที่ไม่สามารถนำมาดูบนหน้าจอแบบ Realtime ได้ ถ้าจะดูก็ต้องกดเข้าโทรศัพท์ ซึ่งก็จะทำให้ตัวเอกวิ่งไม่ได้ และถ้าเป็นจุดที่มีผีเด็กวิ่งไล่ โอกาสที่จะได้ดูแผนที่จึงแทบไม่มี ดังนั้นง่ายๆเลยคือ คุณจะได้วิ่งหน้าตั้งอย่างเดียว จนกว่าจะเจอเป้าหมาย

ข้อดี
+ ออกแบบการใช้งานร่วมกับ Wiimote ได้อย่างยอดเยี่ยม
+ การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เจอระหว่างเล่นจากการตอบคำถามจิตแพทย์เป็นไอเดียที่ น่าสนใจมาก
+ เนื้อเรื่องหักมุมแบบที่เดาไม่ถึงสำหรับหลายๆคน
+ เพลงประกอบแต่งโดย Akira Yamaoka
+ มุขการแก้ปริศนาบางจุดทำได้ดี

ข้อเสีย
- ไม่มีความก้าวหน้าในการเล่น การออกแบบ sequence เกมแบบซ้ำไปซ้ำมาอาจก่อให้เกิดความเบื่อระหว่างเล่นได้
- โลกน้ำแข็งน่าจะถือเป็นจุดอ่อนของเกม และสร้างความรำคาญให้กับการเล่นได้มากกว่าความกลัว
- ระบบแผนที่ไม่มีประสิทธิภาพซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากที่ต้องอาศัยความรวดเร็วในการดู

 

ที่มาจาก : game.sanook.com